การปลูกไม้โตเร็วเพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลระดับชุมชน


         ภายใต้แผนงาน โครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าชุมชน ของรัฐบาล ที่ใช้เชื้อเพลิงจากวัสดุจากภาคเกษตร (เน้นวัสดุจากภาคเกษตร เนื่องจากวัสดุอื่น อยู่ในมือผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น ชาญอ้อย แกลบ ทลายปาล์ม รวมไปถึง ก๊าซชีวภาพ (Bio-gass)) ซึ่งในความเป็นจริง ในการบริหารจัดการ โรงไฟฟ้า พบว่า มีเชื้อเพลิงภาคการเกษตรที่มีศักยภาพ และสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบ สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลได้ ไม่กี่ประเภท เท่านั้น เช่น ฟางข้าว ใบและปลายอ้อย เหง้ามันสำปะหลัง และไม้ทุกชนิด เมื่อเราลองตามไปศึกษา โรงไฟฟ้าชีวมวล ที่ได้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย และปัจจุบันกำลังเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ไม่รวมโรงไฟฟ้า ที่เกิดจากการนำเศษเหลือใช้ของตนเองมาเผาเพื่อผลิตไฟฟ้า พบว่า โรงไฟฟ้าที่ใช้วัสดุประเภท ชิ้นไม้สับ (Wood Chip) เป็นโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและเป็นไปได้มากที่สุด และมันสามารถรองรับขนาดกำลังผลิตตั้งแต่ขนาดเล็ก ไปจนถึงขนาด 50MW เลยทีเดียว - มันมีสาเหตุและเหตุผลหลายประการ
  - ค่าพลังงานความร้อนของไม้ ประกอบกับค่าความชื้นที่เหมาะสม
- ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี ตามความต้องการเก็บเกี่ยว
- ไม่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม น้ำแล้งเป็นต้น
- การเก็บรักษา หรือ สำรอง ไว้ได้นาน อาจจะถึง 12 เดือน ใช้พื้นที่เก็บไม่มาก (ไม่ฟู)
- การขนส่ง มีความเหมาะสม สามารถบรรทุกรถแบบกึ่งพ่วง หรือ พ่วงได้ 30 ตัน โดยที่ไม่ได้สูงหรือ ล้นออกไปทางด้านข้าง เหมือนการขนส่งอ้อย ฟางข้าว หรือแกลบ
- หากปลูกที่อายุมากกว่า 5 ปี สามารถคัดไม้เป็นหลายเกรด แล้วแบ่งขายให้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มีราคารับซื้อที่สูงกว่า ได้

ไม้โตเร็ว ... สำหรับโรงไฟฟ้าชุมชนที่ได้เชื้อเพลิงจากภาคเกษตร

ไม้โตเร็ว (รอบการตัดฟัน 3 - 5 ปี ) เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่มีศักยภาพและประสิทธิภาพสูง สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชุมชน เพราะมันง่าย ไม่ยุ่งยาก ในการปลูก การดูแลรักษา ไม่ต้องใช้น้ำ ไม่ต้องใช้ปุ๋ย และ ไม่ต้องใช้ยา ในระหว่างที่ปลูกรอการเก็บเกี่ยว มันจะเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอน สร้างความอุดมสมบูรณ์และความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ดิน หากเลือกสายพันธุ์ที่มีการแตกหน่อดี ก็จะเก็บเกี่ยวได้ 2 - 3 รอบ ก่อนทีจะทำการรื้อตอ เพื่อปลูกใหม่ ดังนั้น เกษตรกรจำเป็นต้องเลือกชนิดพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ จึงจะได้ผลผลิตต่อไร่ แบบเต็มที่ คุ้มค่ากับการลงทุน ส่วนการขายไม้นั้น แนะนำให้เกษตรกรตัดไม้แล้วแยกขนาดของไม้ เพื่อขายให้กับอุตสาหกรรม หากขายแบบเหมาแปลง ผู้รับเหมา ก็จะประเมินราคาไม้ทังแปลง แบบต่ำที่สุด
ภาพกระถินอะเคเซียลูกผสม (เทพณรงค์) อายุ 2.5 ปี ระยะปลูก 2x4 เมตร

# ชุมชนและเกษตรกรจะได้อะไรจากโครงการนี้

โครงการนี้ มีเป้าหมายที่จะก่อประโยชน์ให้กับชุมชนหรือประชาชนมากที่สุด โดยใช้เงื่อนไขของวิสาหกิจชุมชน แต่นั่นก็เป็นจุดที่สุ่มเสี่ยงกับความไม่สำเร็จที่อาจจะเกิดขึ้น หากวิสาหกิจชุมชนนั้นไม่มีศักยภาพ ไม่มีความซื้อสัตย์ หรือไม่สนใจ ไม่รับผิดชอบในการผลิตและจัดหาวัตถุดิบป้อนแก่โรงไฟฟ้าอย่างเพียงพอตามเงื่อนไข หรือข้อตกลง ที่วิสาหกิจจะต้องเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบเชื้อเพลิงอย่างน้อยร้อยละ 60

กองทุนพัฒนาชุมชนที่จัดเก็บจากโรงไฟฟ้า หน่วยละ 25 สตางค์ (ประมาณสำหรับ Biomass) จะลงไปสู่ชุมชนและสมาชิกในรอบโรงไฟฟ้า รัศมี 1 กิโลเมตร หากผู้ลงทุนเลือกพื้นที่ที่ไม่มีประชาชนอาศัยอยู่ หรือรอบโรงไฟฟ้า เป็นที่ดินส่วนบุคคลทังหมด...แล้วประชาชนจะได้อะไร ????? ส่วนหุ้น 10% ที่ะให้ชุมชน หากชุมชนไม่มีประสบการณ์การบริหาร เอกชนบริหารและรายงาผลประกอบการ ขาดทุนตลอด และต่อเนื่อง 10% จากการปันผลนั้นจะได้เท่าไหร่ ????

สิ่งที่น่ากลัว และคุ้นตา สำหรับคนในวงการพลังงาน ก็คือ การเข้ามาของกลุ่มทุนที่อยากได้สัญญาขายไฟ หรือ PPA แล้วนำ PPA นั้นไปปั่นราคาหุนในตลาด เมื่อได้กำไรเป็นที่น่าพอใจแล้ว ก็จะขายต่อ PPA นั้นต่อไปเป็นทอด ๆ สุดท้าย ก็ไม่เกิดโรงไฟฟ้า ประชาชน วิสาหกิจชุมชนที่ได้จับคู่ลงทุน เกษตรกรสมาชิก ก็ต้องนั่งรอตาดำๆ

# ทำไม ....ไม้ไผ่... ไม่เหมาะสำหรับการส่งเสริมปลูกเพื่อโรงไฟฟ้าชีวมวล
  
แม้ว่าไม้ " ไผ่ " จะให้ค่าความร้อนสูง และในการปลูกจะโตเร็ว ให้ผลผลิตมากและเร็ว ซึ่งคุณสมบัตินี้ถือเป็นความต้องการลำดับต้น ๆ ของโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้เชื้อเพลิงจากไม้ แต่ไม้ไผ่มีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา คือ

(1) ปริมาณของขี้เถ้า (Ash) ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบในการกัดกร่อน Boiler
(2) การสับย่อยเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้องใช้ต้นทุน ทรัพยากรและพลังงานสูง เนื่องจาก มี ซิลิกา (silica) ในชิ้นเนื้อของไม้ไผ่ เครื่องสับไม้อาจจะต้องเปลี่ยนใบมีดทุก ๆ 1 - 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว ในขณะที่ไม้ปกติ จะเปลี่ยนใบมีดประมาณ 4 -6 ชั่วโมง
(3) การขนส่งที่มีความกลวง ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยในการขนส่งสูง ไม่คุ้ม โดยปกติการขนส่งไมทั้วไป รถบรรทุกแบบพ่วง จะบันทุกประมาณ 30 ตัน น้ำหนักบรรทุก แต่สำหรับไผ่แล้วได้ประมาณ 4 -5 ตัน

ดังนั้น มีหลายโครงการที่ประสบความสำเร็จ คือ การนำเศษเหลือของไผ่จากอุตสาหกรรมอื่น มาผสมกับชื้นไม้สับ ประมาณ 7 - 17% ก็จะเกิดประสิทธิภาพที่สูงขึ้น

จึงตั้งข้อสังเกตุ และกังวล ถึงกระแสการส่งเสริมเกษตรกรปลูกไผ่ เพื่อเป็นเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก จะเป็นการหลอกลวงประชาชนให้ปลูกไผ่ โดยมีการจำหน่ายกล้าไม้ และประชาชนอาจจะต้องถูกลอยแพ เพราะโรงไฟฟ้าชีวมวลจากไม้ ทุกโรงงานที่เดินเครื่องอยู่ทุกวันนี้ ไม่มีโรงใดที่รับซื้อไม้ไผ่ อีกทั้งกฏหมายอนุญาตให้แปรรูปไม้ 13 ชนิด (แบบไม้ยางพารา) ไม่มีรายชื่อไม้ไผ่ ทำให้การแปรรูปไม้ไผ่ จะต้องขออนุญาต และดำเนินการเช่นเดียวกันกับการแปรรูปไม้หวงห้าม

# หญ้าเนเปียร์ (เรื่องเก่ามาเล่าใหม่)

เป็นที่น่าสังเกตุว่า ที่ผ่านมาโรงไฟฟ้าประเภท Bio-gas ที่เป็นรูปธรรม ยังไม่เห็นปรากฏที่ประสบความสำเร็จ ยกเว้น การใช้ของเสียจากโรงงานน้ำตาล มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน รวมถึงโรงงานสุรา ซึ่งมีน้ำเสียต้องกำจัดอยู่แล้ว ในขณะที่การปลูกหญ้าเนเปียร์มาผลิตไฟฟ้า นั้นยังหาตัวอย่างไปศึกษาดูงานยาก แม้ว่าอัตรารับซื้อคืนไฟฟ้าจะสูงกว่าไบโอแมส ความยากตรงที่จะต้องหมักหญ้าเนเปียร์ เพื่อทำให้เกิดเป็นแก๊ส ที่สามารถเข้าไปทำให้เครื่องยนต์เดินเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมันยากกว่าการไปซื้อน้้ำมันจากปั๊มมาเติมเครื่องยนต์เบนซิน .... ท่านลองนึกถึงรถจักรยานยนต์ ซึ่งเมื่อใช้งานไป หากน้ำมันไม่บริสุทธ์ รวมถึงระบบเผาไหม้ หรือ คาร์บูเรเตอร์ ไม่สะอาด ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

เทคโนโลยีในการหมักหญ้าเนเปีย ซึ่งมีองค์ประกอบของน้ำตาล ให้เกิดแก๊ส และจะต้องทำให้แก๊สนั้นบริสุทธ์เพื่อไปติดเครื่องยนต์ปั่นไฟ ซึ่งจะเก็นว่าส่วนใหญ่ จะมีโมเดลมาเสนอ คือ หลาย ๆ เครื่อง ประมาณว่า เครื่องละ 1 MW หากครั้งใด การหมักไม่เป็นไปตามสูตร ได้แก๊สไม่เพียวพอ เครื่องก็จะสะดุด ส่วนเรื่องความสะอาดของแก๊ส อันนี้ดีแน่นอน นอกจากนี้ กากของหญ้าที่เหลือจากการหมัก จะเป็นปุ๋ยอย่างดี แต่ต้องระวัง กลุ่มอุตสาหกรรมต้องการสูง ชาวบ้านอาจจะไม่ได้ใช้

หญ้าเนเปียร์ มีข้อดีคือการปลูกใช้รอบเก็บเกี่ยวสั้น คือ ประมาณ 45 วัน แต่การปลูกเพื่อให้ได้ปริมาณที่พอเหมาะมีความจำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจ การมีระบบน้ำถือเป็นสิ่งจำเป็น อย่างไรก็ตามเกษตรกร จำเป็นจะต้องตรวจสอบ ราคารับซื้อ ไม่ว่าจะเป็นที่หน้าแปลง หรือ ที่หน้าโรงงาน การนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยตั้งแต่การตัด การสับย่อย ก็จะช่วยลดต้นทุนค่าแรงได้เป็นอย่างดี

(โครงการจัดตั้ง) 
สมาคมเครือข่ายไม้เศรษฐกิจไทย
(Thai - Economic Forest Network Association:T-CERN)
ศูนย์วิจัยป่าไม้ ชั้น 5 ตึกวนศาสตร์ 72 ปี คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เลขที่ 50 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

โทรศัพท์ 02-561 4761#512 มือถือ : 089 - 117 0419     Email : chairman@t-cern.org