โครงการส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้โตเร็วร่วมในแปลงยางพารา
(เพื่อพลังงานชีวมวลในประเทศและส่งออกประเทศญี่ปุ่น )

                     
 ภายใต้นโยบายการลดพื้นที่ปลูกยางพารา เพื่อรักษาระดับผลผลิตน้ำยางพารา ให้มีปริมาณผลผลิตที่เหมาะสมกับสภาวะตลาด โดยในปัจจุบัน พบว่ารัฐบาล โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีแผนการโค่นยางพาราที่หมดอายุการให้น้ำยาง (อายุ > 25 ปี
โดย มีเป้าหมายการโค่น ประมาณ 400,000 ไร่/ปี ซึ่งเป็นการโค่นเพื่อปลูกยางใหม่ โดยได้รับการส่งเสริมฯ จาก กยท. แต่เป้าหมายการโค่นนี้ ก็ทำให้มีพื้นที่ปลูกยางพาราเท่าเดิม ยกเว้น เกษตรกรจะปรับเปลี่ยน จากสวนยางพาราไปเป็นรูปแบบอื่น ๆ คำถาม คือ จะเปลี่ยนไปเป็นอะไร ในพื้นที่ จังหวัด สุราษฎร์ธานี ชุมพร และกระบี่ พบว่า เกษตรกรหันไปปลูกปาล์ม เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อ ราคาผลปาล์มสด ตกต่ำ เกษตรกรที่ทำการโค่นต้นยางพารา ก็ต้องคิดหนักว่าจะเปลี่ยนไปเป็นอะไร
       จากสถานการณ์ปัจจุบัน และอนาคตอันใกล้ (5 ปี) ข้างหน้านี้ ความต้องการใช้ไม้ทั่ว ๆ ไป ประเภทไม้ฟืน หรือ เรียกว่า ไม้เชื้อเพลิง รวมถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรมไม้ประกอบ เช่น MDF, Fiber Board มีความต้องการไม้เพิ่มสูงมาก คาดว่าในจังหวัดสงขลา นครศรธรรมราช และสุราษฎร์ธานี อาจสูงถึง 50,000 ตัน/วัน โรงไฟฟ้าชีวมวล ที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ และพร้อมที่จะขายไฟในเชิงพานิชย์ (COD) มีกำลังผลิต ราว ๆ 600 MW ยังไม่รวมความต้องการไม้เพื่อทำเป็น Wood Pellet สำหรับโรงไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่น ที่คาดว่ามีความต้องการ Wood Pellet ประมาณ 5 ล้านตัน/ปี หรือใช้ไม้ราว 10 ล้านตัน /ปี สิ่งแหล่านี้ ไม่ได้มาจากการจินตนาการ เป็นเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นจริง ๆ เพราะโรงงานกำลังก่อสร้าง โรงไฟฟ้าชีวมวล หลายโรง กำลังอยู่ในช่วง Test Run
      เมื่อสถานการณ์ 2 เรื่องนี้มาเจอกัน แนวทางและข้อเสนอของนักวิชาการ คือ (1) ลดจำนวนต้นยางที่ปลูก แล้วมาทำการปลูกไม้โตเร็วเพื่อพลังงาน แทรกเสริมไปในแปลงยางพารา ผสมผสานกับพืชอื่น ๆ ที่ทนร่วม เช่น บุก (ทั้งนี้ ต้องมองตลาดก่อนเป็นที่ตั้งเสมอ) และ (2) การปรับเปลี่ยนมาเป็นไม้โตเร็ว เพื่อพลังงานแบบเต็มแปลงปลูก และนำพื้นที่เหล่านี้ไปเข้าโครงการเพื่อขอการรับรองการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืน (Sustainable Forest Management) เพื่อรองรับตลาดต่างประเทศ ทั้งไม้ยางพารา ไม้โตเร็ว รวมน้ำยางพารา (กรณีที่ปลูกร่วมกับสวนยางแต่ลดจำนวนต้น) ทั้งนี้ขอให้รัฐฯ โดย กยท. ออกประกาศให้ชัดเจน ถึงการสนับสนุน การสงเคราะห์การปลูกแทน ว่าจะให้การส่งเคราะห์ไร่ละกี่บาท และมีจำนวนต้นยางพารา อย่างน้อยที่สุด กี่ต้นต่อไร่
     เกษตรกร สามารถตัดไม้โตเร็วขายได้เมื่อครบ 3 ปี (ปีที่ 4) และสามารถตัดตอได้อีกประมาณ 1- 2 ครั้ง สร้างรายได้ก่อนที่จะครบกำหนดกรีดยางพาราในปีที่ 7 จากข้อมูลการวิจัย พบว่า การปลูกร่วมกับพืชไม้โนเร็วประเภทไม่ผลัดใบ จะทำให้มีจำนวนวันที่กรีดยางได้มากขึ้น และหากเป็นจำพวกตระกูลถั่ว เช่น กระถินอะเคเซีย ก็จะทำให้มีการตรึงไนโตรเจน มาเก็บไว้ในดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ใบของพืชไม้โตเร็วนี้ก็จะเป็นธาตุอาหารอย่างดีด้วย

แบบจำลองนี้ลดปริมาณต้นยางพารา ลงเหลือ ประมาณ 52 ต้น/ไร่ และทำการปลูกไม้โตเร็ว ให้ห่างจจากแถวร่องยางพารา ประมาณ 2 เมตร เพื่อไม่ให้กระทบกับการเจริญเติบโต ของยางพารา โดยปลูกต้นกระถินอะเคเซีย หรือ ยูคาลิปตัส ประมาณ 184 ต้น - 220 ต้น/ไร่ ทั้งนี้ขึ้นกับระยะปลูกที่เหมาะสม โดยแนะนำระยะปลุก 2.0ม.x 2.5 ม. โดยให้แถวมีระยะห่าง 2.5 เมตร เพื่อให้รถไถเข้าปฏิบัติงานโดยสะดวก
       สำหรับโครงการที่นำเสนอ ผ่านกลุ่มเครือข่ายความร่วมมือนี้ จะการันตีด้านการตลาด เนื่องจากทางเราจะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก ตามจำนวนและปริมาณที่ ได้มีการจัดทำข้อตกลงไว้เท่านั้น (จะไม่ทำการปลุกเกิน หรือ ขาดแคลน ) ดังนั้น เกษตรกรที่มีความประสงค์ ที่จะปลูกไม้โตเร็ว เพื่อใช้ในด้านพลังงาน หรือ อุตสาหกรรมทางด้านไม้นั้น จำเป็นจะต้องศึกษาตลาด ว่ามีความต้องการซื้อหรือมีข้อตกลงในการซื้ออยู่หรือไม่ มิฉะนั้น อาจเป็นช่องทางให้กลุ่มบุคคล ที่ฉวยโอกาสในการขายกล้าไม้ ในราคาที่แพงเกินจริงได้
ยูคาลิปตัส สายพันธุ์ดี เหมาะกับพื้นที่ภาคอีสาน กระถินอะเคเซีย (ลูกผสม) Intra - สายพันธุ์ดี ยูคาลิปตัส แตกหน่ออายุ 8 เดือน
โซล่าลอยน้ำ (ลดการคายระเหย) แปลงหญ้าเนเปียร์ (แม่นยำสูง) แปลงกล้าพันธุ์อะเคเซีย
โรงเรือนเพาะชำกล้าไม้ คอกวัวทำจากไม้ยูคาลิปตัส เกษตรกรสับหญ้าสำหรับโคขุน
 
 
บริษัท ฟอร์เรส โซลูชั่น จำกัด