TCERN :Thail - Forest Certification Network
ญี่ปุ่นร่วมลงทุนเอกชนไทย ผุด 4 โรงงานผลิต Wood Pellet ป้อนโรงไฟฟ้า พร้อมจับมือ มก.พัฒนานวัตกรรม การจัดการเชื้อเพลิงไม้ยางพารา และไม้โตเร็วอย่างยั่งยืน

            วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560 ที่ห้อง FORTROP คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ บางเขน มีพิธีลงนามการร่วมลงทุน (Joint Venture) ก่อสร้างโรงงานผลิต Wood Pellet ป้อนโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 3 โรงงาน โดยก่อนหน้านี้ กลุ่มบริษัท JC Service จำกัด ประเทศญี่ปุ่น หรือ กลุ่ม JCS ได้ลงนามร่วมลงทุน กับ บริษัท นัมเบอร์ไนน์ กรีนพาวเวอร์ จำกัด เพื่อผลิต Wood Pellet ขนาด 700 ตัน/วัน ที่จังหวัดพังงา แล้วเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา เป็นโรงงานแรกซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยในครั้งนี้ กลุ่ม JC Service ได้ลงนามร่วมลงทุนกับบริษัทเพิ่มเติมอีก 3 บริษัท คือ (1) Number Nine Corporation Co.,Ltd. โรงงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี, (2) Energy Bright Co.,Ltd.(โรงงานจังหวัดชลบุรี) และ (3) NK Discovery Co.,Ltd. โรงงานจังหวัดกระบี่ รวมกำลังผลิตทั้งหมด 1 ล้านตันต่อปี โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย และรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ร่วมเป็นสักขีพยาน

         และในวันเดียวกัน บริษัท JC Service จำกัด ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรมการจัดการวัตถุดิบเชื้อเพลิงพลังงานจากไม้โตเร็ว สำหรับโรงไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่นในระยะยาว ทั้งไม้ยางพาราและไม้ประเภทโตเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ภายใต้ระบบการจัดการที่ยั่งยืน ตามแนวทางมาตรฐาน ที่เป็นที่ยอมรับ ในตลาดสากล ตลอดอายุสัญญา 20 ปี ซึ่งทางประเทศญี่ปุ่นต้องการสร้างความเชื่อมั่นที่จะให้มีวัตถุดิบไม้ป้อนโรงไฟฟ้าที่มั่นคง ทั้งนี้ การนำระบบมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน เข้ามาจัดการ ก็เป็นเครื่องการันตีว่าเป็นไม้ปลูกที่ถูกกฎหมาย และให้ความใส่ใจต่อระบบสังคม สิงแวดล้อมและเศรษฐกิจของชุมชนด้วย ซึ่งคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันด้านป่าไม้แห่งเดียวของประเทศไทย จะดำเนินการศึกษา วิจัยและพัฒนาการปลูกต้นไม้ที่หลากหลายรูปแบบ ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โครงการดังกล่าวนี้ จะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร โดยเฉพาะชาวสวนยางพารา ซึ่งจะทำให้ไม้ยางพารา มีราคาสูงขึ้น สามารถขายได้ทุกส่วน จนถึงตอราก นอกจากนี้ การเข้าสู่ระบบการรับรอง การจัดการที่ยั่งยืนนั้น ก็จะทำให้น้ำยาง ได้รับการรับรอง ตามมาตรฐานดังกล่าวด้วย

      

          Mr.Masami Nakakubo CEO บริษัท JC Service จำกัด ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งประเทศญี่ปุ่นมีเป้าหมายการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลมากกว่า 5GW โดยกลุ่ม JCS นั้นได้รับใบอนุญาตให้ผลิตไฟฟ้าขนาด 50 MW จำนวน 20 โรงงาน มีกำหนดเริ่มเดินเครื่อง  ปี ค.ศ. 2019 จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างโรงงานผลิต Wood Pellet จำนวน 20 โรงงาน กำลังผลิตประมาณโรงงงานละ 250,000 ตันต่อปี โดยจะพิจารณาจากศักยภาพของวัตถุดิบที่ยั่งยืนตลอดอายุ 20 ปี เป็นสำคัญ โดยเบื้องต้นได้ตัดสินใจร่วมลงทุนสร้างโรงงานผลิต Wood Pellet ในประเทศไทยจำนวน 6 โรงงาน กำลังผลิตรวม 1 ล้านตัน โดยมองศักยภาพของไม้ยางพาราในภาคใต้ และระบบการขนส่งทางเรือเป็นสำคัญ แต่เนื่องจากยางพารามีรอบตัดฟัน 25 ปี ซึ่งจะเกิดความเสียงด้านวัตถุดิบในระยะยาว ได้ลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เพื่อสร้างนวัตกรรมด้านการจัดการวัตถุดิบ รวมถึงการวิจัย พัฒนาทั้งด้านการปรับปรุงพันธุ์ การหารูปแบบการส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็วในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การปลูกร่วมกับสวนยางพาราที่มีอายุ 1- 5 ปี รวมถึงการปลูกเป็นสวนป่าเป็นต้น รวมไปถึงการดำเนินการพัฒนาระบบการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนตามแนวทางมาตรฐานระดับสากล

ประเทศญี่ปุ่น มีนโยบายในการลดการใช้ถ่านหินและเลิกการใช้พลังงานนิวเคลียร์ โดยหันมาใช้พลังงานทดแทนเป็นสำคัญ ในขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์นั้น มีข้อจำกัดที่ต้องใช้พื้นที่จำนวนมากแต่ผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 5 ชั่วโมงเท่านั้น อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องขยะที่เกิดจากแผงโซลาเมื่อหมดอายุการใช้งานอีก 20 ปีข้างหน้า ในขณะที่โรงไฟฟ้าชีวมวลนั้น สามารถแก้ปัญหาและเป็นพลังงานทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกต้นไม้และมีการใช้ประโยชน์จากไม้ที่คุ้มค่าที่สุด ภายใต้ระบบการจัดการที่ยั่งยืนตามมาตรฐานนานาชาติ ตามแนวทาง มาตรฐานสากล เพื่อเป็นการการันตีว่าไม้นั้นถูกกฏหมาย ไม่เป็นไม้มาจากป่าธรรมชาติ และเป็นการยืนยันถึงการให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย

สำหรับประเทศไทยนั้น ไม้ยางพาราถือว่ามีศักยภาพ เนื่องจากมีการโค่นไม้เพื่อปลูกทดแทนปีละประมาณ 4-5 แสนไร่ต่อปี โดยมีผลผลิตทางด้านเนื้อไม้เข้าสู่ตลาดราว 14 - 19 ล้านตันต่อปี และหากมีการส่งเสริมให้มีการปลูกไม้โตเร็วโดยเฉพาะพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม กับภาคเกษตรหรืออุดมสมบูรณ์ต่ำ โดยเฉพาะไม้ยูคาลิปตัสและกระถินอะเคเซีย สายพันธุ์ดี และเหมาะสมกับพื้นที่ก็จะยิ่งสร้างมูลค่าและเกิดความยั่งยืนให้กับพื้นที่ สร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ



     สำหรับความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นั้น ทางกลุ่มบริษัท JC Service จำกัด จะมอบหมายให้มหาวิทยาลัย ทำการศึกษา วิจัยและสร้างระบบการจัดการวัตถุดิบแบบครบวงจร ทั้งระบบการปลูก การพัฒนาสายพันธุ์ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็จะยังสนับสนุนระบบเพื่อขอรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ตามแนวทาง มาตรฐานสากลได้ โดยที่ คณะวนศาสตร์ จะได้มีการนำไม้โตเร็ว มาปลูกร่วมในแปลงยางพารา ที่ปลูกไหม่ และส่งเสริมเกษตรกร ปลูกไม้โตเร็วในพื้นที่ว่างเปล่า หรือพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ
 
 
 

  เครือข่ายการรับรองไม้เศรษฐกิจไทย(Thai - Forest Certification Network :T-CERN)
ชั้น 5 ตึกวนศาสตร์ 72 ปี คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เลขที่ 50 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ 02-561 4761#512 มือถือ : 089-117 0419     Email : tfccthai@gmail.com

Website : www.tfcc-thailand.org