TCERN :Thail - Forest Certification Network
 

 โครงการนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming Innovation)
(ศรีสมเด็จโมเดล)
| คำนำ | อำเภอศรีสมเด็จ | นักวิจัยในโครงการ | ความก้าวหน้าของโครงการ| Link ไปที่ระบบฐานข้อมูล |    

1.คำนำ

      ปัญหาภาคเกษตร ความต้องการใช้พื้นที่ การบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ปัญหาความยากจน ปัญหาเกษตรกรไร้ที่ทำกิน ปัญหาผลผลิตภาคเกษตรตกต่ำ ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง สิ่งเหล่านี้ยังคงปรากฏตามข่าวทั้งในหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์และสื่ออินเตอร์เน็ต ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมาช้านานหลายทศวรรษ สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคที่ทำให้ประเทศไทย ยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยากจน หรือเรียกว่า “กับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap)” รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยพยายามที่จะแก้ปัญหา บางรัฐบาลได้กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ หลายรัฐบาลใช้นโยบายแทรกแซง พยุงราคา รวมทั้งการประกันราคา จนทำให้เกิดภาระหนี้สินภาครัฐสูง และไม่ได้ช่วยในการแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้นได้อย่างถาวร การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงอาชีพดั้งเดิม ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประชาชนที่ถูกขนานนามว่า เศรษฐกิจฐานราก ยังคงประกอบอาชีพที่ตนเองถนัด แม้จะรู้ว่าขาดทุนหรือ ได้ผลผลิตต่ำก็ตาม ปัญหาเรื้อรังนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากภาครัฐและภาคธุรกิจหรือกลุ่มทุนใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ เพื่อเป็นฐานในการแสวงหาผลประโยชน์

       แนวทางในการจัดการพื้นที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันทุกฝ่าย การสร้างความเข้าใจ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและการกำหนดยุทธศาสตร์สำหรับการดำเนินการทั้งระบบ เป็นวงจร มีองค์ประกอบทั้ง ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจว่า โครงการดังกล่าวนั้น ต้องมีความยั่งยืนโดยการสร้างหลักประกันที่มั่นคง เช่น หลักประกัน 3 ฝ่าย ระหว่างผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า ธุรกิจการเงินและธนาคาร(แหล่งทุน) และเกษตรกร ทำให้เกิดความมั่นใจทั้งในด้านราคาของเกษตรกรผู้ผลิตและปริมาณวัตถุดิบ รวมถึงความต้องการด้านตลาดที่เหมาะสมสำหรับภาคธุรกิจด้วย การเกษตรดั้งเดิมและการเกษตรดิจิทัล (Digital Agriculture) ถือเป็นความต่างในด้านกลยุทธ์ วิธีการ และเทคโนโลยี ที่จะสามารถเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้ ปัญหาในภาคการเกษตรปัจจุบัน (เกษตรดั้งเดิม) มักมีปัญหาที่พบบ่อย เช่น เป็นการเกษตรโดยอาศัยธรรมชาติมักประสบปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม คุณภาพผลผลิตไม่ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด มีการใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต ส่วนมูลค่าสินค้าหรือราคาขึ้นอยู่กับการกำหนดจากพ่อค้าคนกลาง ปัญหาหนี้สินที่เกิดมาจากผลสืบเนื่องมาจากปัญหาอื่น ๆ เป็นต้น การเกษตรดิจิตอล คือ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการการผลิต ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เพื่อให้มีการเชื่อมโยงข้อมูล ในการสนับสนุนการตัดสินใจ รวมถึงการสร้างระบบในการตรวจสอบย้อนกลับ การเกษตรดิจิตัล เป็นการสร้างระบบ โดยการออกแบบเพล็ตฟอร์มขึ้นมา เพื่อให้มีการขึ้นทะเบียน เป็นสมาชิกและมีการบันทึกข้อมูล ของเกษตรในทุกกระบวนการ ขั้นตอนการผลิต รวมทั้งการบริการข้อมูลต่าง ๆ ไปยังเกษตรกร เช่น สภาพดิน ฟ้า อากาศ ราคาสินค้า หรือ ความต้องการผลผลิตหรือวัตถุดิบ นอกจากนั้นต้องพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐาน เพื่อให้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นได้คุณภาพ รวมถึงการพัฒนาเพื่อการส่งออกได้ด้วย เช่น ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากไม้ที่ปลูก เป็นต้น

       พลังงานทดแทนและพลังงานไฟฟ้าจากพืชพลังงานโดยการผลิตชีวภาพ (Biogas) สำหรับประชาชนคนไทย ยังถือว่าเป็นสิ่งค่อนข้างใหม่และค่อนข้างมีความน่ากลัว สำหรับเกษตรกรหรือประชาชนรากหญ้านั้น ยังไม่เห็นถึงความสำคัญ ในการพัฒนาด้านพลังงานมากนัก ส่วนหนึ่งอาจนึกว่าพลังงานไฟฟ้านั้นมุ่งเน้นให้ภาคอุตสาหกรรม และชุมชนเมืองเป็นสำคัญ อีกทั้งประเทศไทยประสบปัญหามลภาวะจากโรงไฟฟ้า ทำให้ชุมชนต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าทุกรูปแบบ ทั้งถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซ ปัจจุบันปัญหาเหล่านั้นก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้แล้วเสร็จ เช่น กรณีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เป็นต้น พลังงานทดแทน (Renewable Energy) และพลังงานทางเลือก (Alternative Energy) เข้ามามีบทบาทและสร้างกระแสขึ้นเมื่อไม่นาน
แต่ก็ยังเป็นข้อจำกัดสำหรับประชาชนคนรากหญ้าเนื่องจากการดำเนินการ หรือลงทุน ต้องใช้งบประมาณสูง ใช้เทคโนโลยีสูงในการดำเนินการ ผลประโยชน์จึงตกอยู่ที่กลุ่มทุน และหากกลุ่มทุนนั้นหวังผลประโยชน์จากกำไรเพียงอย่างเดียว ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อชุมชน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติของชุมชนนั่นเอง พลังงานทางเลือก เช่น โซลาเซลล์ กังหันลม และพลังงานทดแทน หรือ สถานีพลังงานชุมชน เช่น ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ หรือขยะ เป็นรูปแบบหนึ่งของการสร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้า ในขณะที่พลังงานไฟฟ้าที่พวกเราเข้าใจกันว่ามีต้นทุนต่ำ เช่น ถ่านหิน พลังงานน้ำ หรือนิวเคลียร์นั้น เกิดขึ้นได้ยากหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับประเทศไทยในช่วงทศวรรษนี้ หรือ ทศวรรษหน้า พลังงานทางเลือกที่กล่าวมาจึงเป็นแนวทางหนึ่ง

        อย่างไรก็ตามการจะดำเนินการให้ได้ผลเป็นรูปธรรมนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องให้ภาคประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า สามารถอยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้านั้นได้อย่างมีความสุข นั่นคือ การส่งเสริม สนับสนุนให้เกษตรกรได้ผลิตผล เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตไฟฟ้า สร้างรายได้ที่ดีและมั่นคง ในขณะเดียวกันต้องมีระบบในการควบคุมและจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี มีกระบวนการพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง และมีการสร้างกระบวนการสามัคคี การส่วนร่วมในการจัดการระบบ
เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการออกแบบ และวางแผนการบริหารจัดการเชิงระบบ รวมถึงการกำหนดมาตรการในการควบคุม ติดตาม เฝ้าระวังและการกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งนี้จะต้องสร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ ว่าการจัดการทั้งระบบจะเกิดผลประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ ประชาชนมีรายได้ที่มั่นคง และดีขึ้นกว่าเดิม และกิจกรรมที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะโรงไฟฟ้า จะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งต้องสร้างหลักประกันให้แก่ประชาชนว่ารายได้ และความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม นั้น จะมีความยั่งยืนตลอดไปด้วย

          แนวทางการพัฒนานวัตกรรมระบบเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farming Innovation เป็นการประยุกต์แนวคิดเรื่องการจัดการที่มีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นให้ เกิดนวัตกรรมที่เรียกว่า Circular Economy (เศรษฐกิจแบบหมุนเวียน) หรือ ระบบเศรษฐกิจการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้หลัก 3R คือ Reduce, Re-uses และ Recycle นอกจากนั้นยังใช้หลักของการบริหารจัดการแบบการแบ่งบันทางเศรษฐกิจ หรือ Shairing Economy เพื่อให้เกิดการแบ่งบันซึ่งผลประโยชน์ต่อกัน เกิดความยั่งยืนและไม่ผูกขาดในระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ

2. วิธีการในการพัฒนาโครงการไปสู่ผลสำเร็จ
       เป้าหมายของการพัฒนาไปสู่ความสำเร็จคือการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มรายได้ของส่วนล่างสุด คือ เกษตรกร การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการดำเนินกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้ประสบผลสำเร็จนั้น อยู่ที่การสร้างความสามารถในการแข่งขัน (Growth & Competitiveness) การสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม (Inclusive Growth) และการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Growth) ซึ่งทั้งหมดภาครัฐต้องปรับให้เกิดสมดุลกันในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

    2.1 เป้าหมายของการดำเนินโครงการ คือ การบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามศักยภาพ นั่นคือ พื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับการเกษตร มีระบบชลประทาน ก็จะมีการส่งเสริมให้ปลูกข้าว แต่จะเป็นการปลูกข้าวชนิดที่เป็นธัญโอสถหรือการปลูกข้าวที่มีคุณลักษณะที่ดีต่อสุขภาพ และมีการเพาะปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี เพื่อยกระดับมูลค่าของผลผลิตภาคเกษตร ทำให้สามารถขายข้าวได้ในราคาสูง ส่วนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น ความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ ไม่มีระบบชลประทาน ก็จะส่งเสริมให้ปลูกหญ้าเนเปียร์ และส่งเสริมให้มีการเลี้ยงปศุสัตว์ การปลูกไม้โตเร็ว หรือการปลูกไม้เพื่อฝากไว้กับโครงการธนาคารต้นไม้  สำหรับด้านการตลาดนั้น

โครงการจำเป็นต้องมีการสนับสนุน หรือการทำการตลาดสำหรับผลผลทางการเกษตร เนื้อสัตว์จากโครงการเลี้ยงโคขุน หมูขุน เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีความรู้หรือมีทางเลือกไม่มากนั้นสำหรับการจัดการด้านการตลาด และส่วนใหญ่จะถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง
นอกจากนั้นจะมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกต้นไม้ตามหัวไร่ปลายนา ตามแนวรั้ว ขอบทาง และสามารถนำไปเข้าระบบฝากเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนตามโครงการธนาคารต้นไม้ (Tree Bank) เพื่อให้เกิดมูลค่าในไม้ที่ได้ปลูกและฝากธนาคารไว้ จะดำเนินการให้มีการตรวจรับรองตามมาตรฐาน การจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืน (มอก.14061-2559 : TFCC, PEFC, FSC) เพื่อให้ไม้ในโครงการได้รับการรับรอง สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Chain of Custody:CoC) และสามารถส่งออกไม้หรือผลิตภัณฑ์จากไม้ที่ได้จากฏโครงการไปขายในต่างประเทศได้ ทำให้ไม้ดังกล่าวมีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของเอกชน เช่น กลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ไม้อัด ไม้สับ หรือเยื่อกระดาษ เป็นต้น

    2.2 การดำเนินการเป็นไปในลักษณะระบบวนเกษตรอุตสาหรรม (Agroforest Industrial) คือ การดำเนินการทั้งระบบ ปลูกหญ้าเนเปียร์ เลี้ยงปศุสัตว์ สร้างพื้นที่ผลิตอาหาร ผลิตเนื้อสัตว์ การทำการตลาด การผลิตกระแสไฟฟ้า สร้างพื้นที่ป่าไม้ภายใต้โครงการธนาคารต้นไม้ การประเมินและมีมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งในแต่กระบวนการผลิตนั้นจะคำนึงถึงความต้องการใช้หรือความต้องการของตลาดเป็นสำคัญ (Demand) เป็นสำคัญ จะให้ผลผลิตที่ได้ไม่ขาดหรือเกินกับความต้องการ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการต่อรองเรื่องราคาเกิดขึ้น
    2.3 ก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน สังคม สิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ทั้งนี้การดำเนินงานโครงการมุ่งเป้าให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) โดยการสร้างรายได้ที่แน่นอนและมั่นคงให้กับเกษตรกร ในหลากหลายอาชีพ หลากหลายกิจกรรม สร้างงาน มีผลผลิตตลอดทั้งปี
    2.4 มีการใช้ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพิงป่าโดยตรงจากปลูกไม้เพื่อใช้สอย รักษาสิ่งแวดล้อม และมีรายได้
    2.5 สร้างงาน สร้างความมั่นคงรายได้ในชุมชน โดยการศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการของตลาดในเชิงปริมาณเป็นสำคัญ และกำหนดกิจกรรมการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการนั้น ทำให้สินค้าที่ผลิตได้ไม่เกิดสภาวะล้นตลาด ซึ่งจะอาศัยนักวิชาการ ผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ
    2.6 ลดการก่อให้เกิดมลพิษต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม เช่น ขยะ หมอกควัน เศษวัสดุ สิ่งของเหลือใช้ ที่เป็นผลผลิตจากภาคเกษตร การดำเนินการต่าง ๆ เช่น การตกแต่งกิ่งไม้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิทัศน์ ซึ่งจะเกิดวัสดุเหลือใช้ จะเป็นวัตถุดิบแก่โรงไฟฟ้าชีวมวล ทั้งหมด โดยจะทำให้ไม่เกิดสภาวะหมอกควันอันเกิดจากการ
    2.7 สร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศ ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือ พลังงานไฟฟ้าจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมสูง

3. กรอบในการดำเนินงานโครงการ


3.1 ระบบข้อมูลฐานข้อมูลเพื่อการจัดการเชิงพื้นที่
           โครงการจัดการนวัตกรรมฟาร์มอัจฉริยะนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ จะต้องทำการจัดทำระบบข้อมูลเชิงพื้นที่และจัดเก็บในรูปของฐานข้อมูล และเกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ด้วย ซึ่งระบบข้อมูลนี้จะรวมไปถึงข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตพื้นที่ ข้อมูลดิน หิน และ รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินข้อมูลแหล่งน้ำ สภาพน้ำใต้ดิน เป็นต้นควรมีการจัดเก็บข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลง หรือใช้ในการออกแบบและวางแผนการจัดการพื้นที่ได้อีกด้วย โดยนำข้อมูลทั้งหมดมาจัดเก็บในรูป Digital Format และพัฒนา Platform เพื่อให้บริการแก่สมาชิกได้
(ที่มา : คู่มือการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตร)

(ที่มา : คู่มือการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตร)
3.2 การวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่และการออกแบบวางผังพื้นที่
ดำเนินการโดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เพื่อการประเมินศักยภาพของพื้นที่ รายแปลง โดยการวิเคราะห์จะใช้ข้อมูลอื่น ๆ เช่น ปริมาณน้ำฝน ระบบน้ำ น้ำใต้ดิน ระบบการขนส่ง และอื่น ๆ มาประกอบในการวิเคราะห์ 
ที่มา ารผลิตสินค้าเกษตร

3.3 การบริหารจัดการด้านการเกษตรแบบครบวงจร


       เป็นการศึกษาเพื่อจัดการด้านการเกษตรเชิงระบบที่มีความสอดคล้องกันเป็นวัฎจักร คือ มีความสอดคล้องกันในทุกมิติ ทั้งภาคการเกษตรโดยการส่งเสริมให้มีการปลูกหญ้าเนเปียร์ ที่ต้องกำหนดพื้นที่ ช่วงระยะเวลาที่ปลูกในแต่ละแปลงซึ่งต้องมีความเหมาะสมกัน สามารถให้ผลผลิตทั้งปี ตามปริมาณความต้องการใช้ มีการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลเพื่อเป็นน้ำสำรองหากเกิดสภาวะแห้งแล้ง สูบน้ำด้วยพลังงานจากแสงอาทิตย์ มีการขุดบ่อเพื่อเลี้ยงปลา มีการใช้มูลวัวหรือมูลสัตว์อื่น ๆ จากกิจกรรมการเลี้ยงสัตว์มาทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ ร่วมกับเศษวัสดุเหลือใช้อื่น ๆ ใส่ในแปลงปลูกหญ้า มีการจัดการปศุสัตว์ทั้งการเลี้ยง ระบบการจัดการฟาร์ม รวมถึงระบบการตลาด นอกจากนี้หญ้าเนเปียร์ มูลสัตว์ เป็นวัตถุดิบสำคัญในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าแก๊สชีวภาพ จัดให้มีระบบการให้น้ำหญ้าเนเปียร์ โดยการสำรวจและขุดเจาะน้ำบาดาล การขุดบ่อเพื่อเก็บกักน้ำผิวดิน พัฒนา ระบบธนาคารน้ำ (Water Bank) ทั้งนี้จะนำหญ้าที่ได้ไปเลี้ยงสัตว์ น้ำที่ใช้ในการล้างคอกสัตว์จะจัดทำระบบเพื่อให้ไหลไปสู่แปลงปลูกเป็นสำคัญ มูลสัตว์ ส่วนหนึ่งขายให้กับการผลิตไฟฟ้า ส่วนกาก(Sludge) ซึ่งเป็นปุ๋ยชั้นดีนั้นจะกลับลงสู่พื้นดินเพื่อเสริมความอุดมสมบูรณ์


      3.3.1) ระบบการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Agriculure)
       เป็นการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ภาคการเกษตร ต่างๆ เข้ามาช่วยงานทางด้านเกษตรกรรมให้เกิดความแม่นยำสูงหลายๆ ด้าน ตั้งแต่เรื่องของ เซ็นเซอร์ตรวจวัด การควบคุมการปลดปล่อยปุ๋ย และ ยาฆ่าแมลงด้วยความแม่นยำสูง บรรจุภัณฑ์ทางการเกษตร การตรวจวัดความสด การควบคุมความสดอาหาร ป้ายอิเล็กทรอนิกส์เก็บข้อมูลสินค้า ระบบแจ้งต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตที่ถูกต้องเหมาะสม การใช้น้ำ ปุ๋ย ไม่มากหรือน้อยจนเกินความจำเป็น          

    3.3.2) โครงการธนาคารน้ำ (Water Bank)

เป็นการนำน้ำส่วนเกินจากช่วงฤดูฝนมาทำการเก็บกักไว้ใต้พื้นดินในรูปของ Tank น้ำสามารถนำน้ำขึ้นมาใช้ได้ง่าย สะดวกเมื่อมีความต้องการใช้น้ำ โดยเฉพาะช่วงแล้ง โดยมีอายุการใช้งานมากกว่า 50 ปี สามารถลงไปทำความสะอาดได้ ไม้เสียพื้นที่ทำการเกษตรหรือกิจกรรม นอกจากนี้ยังลดปัญหาการคายระเหยของน้ำในรูปแบบการเก็บน้ำแบบเปิดโล่ง (Free Water Surface) โดยการก่อสร้างเป็นลักษณะสำเร็จรูป ติดตั้งและกลบคืนได้อย่างรวดเร็ว ภายใน 1 วัน ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลิตในประเทศไทย

      3.3.3) ระบบการเกษตรดิจิทัล(Digital Agriculture)

เป็นการออกแบบระบบฐานข้อมูล คอมพิวเตอร์แม่ข่าย และสร้างเครื่องมือหรือ แฟล็ตฟอร์มให้สำหรับผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงหรือนำเข้าข้อมูลในระบบเดียวกันทั้งผู้ผลิต ตลาดและผู้บริโภค สามารถตรวจสอบ ควบคุมและบริหารจัดการได้ทั้งระบบ

3.4 การจัดการระบบพลังงานทดแทนและสถานีพลังงานชุมชน

เป็นการศึกษาและวางแผนระบบการจัดการวัตถุดิบเพื่อการผลิตไฟฟ้า รวมถึงผลผลิต หรือสิ่งที่เหลือจากระบบการผลิต ทั้งนี้จะใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการสร้างระบบการบริหารจัดการด้วย

    3.4.1) โครงการผลิตไฟฟ้าจากแก๊สชีวภาพ (Bio-gas)
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาและวิเคราะห์ มีความต้องการวัตถุดิบ ต่อ ปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้า 1 MW สรุปได้ ดังนี้


        3.4.1.1) หญ้าเนเปียร์ มีความต้องการ ปีละ 43,000 ตัน(สด)/ปี หรือ 117.9 ตัน(สด) ต่อวัน หญ้าเนเปียร์จะให้ผลผลิตประมาณ 40 ตัน(สด)/ไร่/ปี โดยใน 1 ปีจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 6 รอบ (อายุ 50 วัน) หรือประมาณ 6.7 ตันต่อรอบของการเก็บเกี่ยว (ต่อวัน)ดังนั้น ต่อปริมาณการผลิตไฟฟ้า 1 MW จะต้องมีพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 50 Block แต่ละ Block จะต้องมีพื้นที่ปริมาณ 17.60 ไร่ (สำหรับตัดใน 1 วัน) เพื่อเป็นการผลิตหญ้าเนเปียร์เป็นวัตถุดิบให้โรงงานผลิตไฟฟ้า หรือต้องมีพื้นที่สำหรับปลูกหญ้าทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 880 ไร่ สำหรับการผลิตไฟฟ้า 1 MW หากเกษตรกรรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชนมีพื้นที่สำหรับปลูกหญ้าประมาณ 880 ไร่ แล้วจะมีรายได้จากการขายหญ้าเนเปียร์เพื่อผลิตไฟฟ้าประมาณ 24,432 บาท/ไร่/ปี
แต่เนื่องจากเกษตรกรต้องใช้หญ้าเนเปียร์ในการเลี้ยงสัตว์ด้วย จึงจำเป็นต้องมีแปลงปลูกหญ้าเพิ่มขึ้นให้เพียงพอต่อการเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ อย่างไรก็ตามเกษตรกรอาจทำหญ้าหมัก ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารสูงและสัตว์เลี้ยงชอบรับประทาน อีกทั้งมีราคาสูงกว่าหญ้าสดอีกประมาณ 3-4 เท่า อันจะเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรได้

           3.4.1.2) มูลวัวสำหรับโรงไฟฟ้าขนาด 1 MW นั้นมีความต้องการในปริมาณ 1,500 ตัน/ปี หรือ 4.2 ตันต่อวัน หากวัว 1 ตัวให้มูลประมาณ 1 กิโลกรัมต่อวัน จะต้องมีการเลี้ยงโคขุนจำนวน 4,200 ตัว นอกจากนี้ยังมีความจำเป็นต้องใช้มูลวัวในการผลิตปุ๋ย สำหรับเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินสำหรับปลูกหญ้าเนเปียร์ด้วยจึงต้องมีการศึกษาว่าจะต้องเลี้ยงวัวกี่ตัวถึงจะเหมาะสมที่สุด   อย่างไรก็แล้วแต่ การดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจำเป็นจะต้องมีการออกแบบ และวางแผนสำหรับการปลูกหญ้าและเลี้ยงสัตว์ การคำนวณต้นทุน การขนส่งด้วย โดยกำหนดให้แปลงหญ้ามีความสอดคล้องกับการเลี้ยงปศุสัตว์ การผลิตไฟฟ้า โดยต้องการการศึกษาถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ไม่ให้มีผลผลิตหญ้ามากเกินไป หรือไม่เพียงพอต่อการใช้ประโยชน์ อีกทั้งต้องมีการรับประกันไม่ให้มีการกดราคา หรือเพิ่มราคาอย่างไม่เป็นธรรมในอนาคตด้วย

   3.4.2) สถานีพลังงานชุมชน (การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลสำหรับชุมชน)
       พลังงงานชีวมวล คือ สินค้าที่ไม่ต้องหาตลาดซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในระบบเศรษฐกิจ การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้โดยเฉพาะไม้โตเร็วในพื้นที่ดินเสื่อมสภาพหรือความอุดมสมบูรณ์ต่ำ จะเป็นการสร้างรายได้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดการผลิตพืชเกษตรที่ได้ราคาต่ำ หรือผลผลิตออกสู่ตลาดมากเกินไป การปลูก ต้นไม้สามารถเก็บเกี่ยวได้ทุกเวลา ต้องเริ่มจากการส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็วในทุกที่ที่มีที่ดินว่างเปล่า ปลูกในที่ดินสาธารณะ ปลูกตามหัวไร่ ปลายน้ำ แนวรั้ว ขอบทาง หรือปลูกในที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ดินที่มีความเป็นกรด – ด่างสูง และสามารถตัดไม้นั้นเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากชีวมวล
3.4.3) การใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์
ถือว่าเป็นพลังงานทางเลือกที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในการประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดยการติดตั้งบนอาคาร สำนักงาน โรงเรือน คอกเลี้ยงสัตว์ รวมถึงไฟฟ้าสำหรับแสงสว่างตามถนน หรือทางเดิน เพื่อเป็นการลดการใช้พลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้ การนำพลังงาน แสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ในการลดต้นทุน เช่น การสูบน้ำ ระบบการให้น้ำ เป้นต้น

3.5 ระบบบริหารจัดการโคขุน


3.5.1 ระบบบริหารจัดการโคขุนเชิงระบบ

       เป็นการจัดพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการ การเลี้ยงโคขุนที่จะต้องมีความสัมพันธ์กับพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ในพื้นที่ โดยตั้งสมมติฐานไว้ว่า จำนวนโคขุน และการเจริญเติบโตของโคขุน มีความสัมพันธ์กับพื้นที่ปลูกหญ้าอย่างมีนัยสำคัญ นั่นหมายความว่า พื้นที่ปลูก รวมถึงอายุของหญ้าเนเปียร์ จะต้องมีความสัมพันธ์กันกับปริมาณโค อายุของโค จะต้องไม่มีอย่างใด อย่างหนึ่งขาดแคลนหรือเหลือมากจนเกินไป ทั้นี้ จะใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบการจัดการฐานข้อมูลเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ

3.5.2 โครงการธนาคารลูกโคพันธุ์

       เนื่องจากปัจจุบันนี้ เกษตรกรในพื้นที่โครงการนำร่อง ประสบปัญหาลูกโค ที่จะนำมาขุน ทั้งในเชิงปริมาณที่มีไม่เพียงพอ นอกจากนี้เมื่อไปซื้อมาจากแหล่งขายอื่น ๆ พบว่ามีราคาที่แพง อีกทั้งยังพบว่าไม่ได้พันธุ์แท้ที่ต้องการ จึงจำเป็นต้องมีการรวมกลุ่มกัน ในการสร้างแม่พันธุ์ และให้มีการผสมพันธุ์ขยาย เพื่อให้ได้ปริมาณและคุณภาพตามที่ต้องการ ที่เพียงพอ อย่างไรก็ตามต้องมีความสอดคล้องและสัมพันธ์กันกับ ปริมาณโคขุน ในโครงการนี้ด้วย

3.5.3 โรงชำแหละและผลิตเนื้อสัตว์มาตรฐานระดับโลก


ให้มีการจัดการด้านการตลาดของเนื่อสัตว์ที่ได้จากการพัฒนาโครงการ และจัดการผลผลิตโดยการสร้างโรงงานชำแหละเนื้อสัตว์ที่ได้มาตรฐานโลก สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและประเทศ ทั้งนี้ผลผลิตที่ได้จากโครงการทั้งโคขุน และแพะเนื้อ รวมทั้งปลาจะได้รับการรับรองว่าสะอาด ปลอดภัยและใช้ หลักการของการจัดการที่ยั่งยืนด้วยมีระบบตรวจสอบย้อนกลับได้
3.6 การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ในการพัฒนาศักยภาพของพื้นที่และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จำเป็นที่จะต้องออกแบบและติดตั้งสถานีเฝ้าระวัง และติดตามคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการดำเนินการตรวจสอบคุณภาพทั้ง ดิน น้ำ และ ทรัพยากรชีวภาพอย่างสม่ำเสมอด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

3.7 การจัดทำระบบการรับรองด้านป่าไม้ของประเทศไทย
       (Forest Certification)
         เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีระบบการรับรองไม้ที่มีมาตรฐานและนานาชาติให้การยอมรับ ประเทศไทยจะต้องมีมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน (Sustainable Forest Management : SFM) สำหรับไม้ปลูกทุกชนิด ต้นไม้ทุกต้น เพื่อให้ไม้นั้นสามารถตัดได้ นำมาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งแปรรูป ทำเป็นผลิตภัณฑ์ และขายได้อย่างถูกกฏหมายในตลาดทั้งในและต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องมีการจัดทำมาตรฐานของประเทศ ทั้งมาตรฐาน FSC, PEFC โดยกำหนดให้มีหน่วยงานที่ ทำหน้าที่ในการจัดให้มีการรับรองไม้ที่ถูกกฏหมาย ซึ่งจะทำให้ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ สามารถขายได้ทั้งในและต่างประเทศ สร้างมูลค่าของไม้ที่ปลูก ส่งเสริมให้เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดการปลูกพืชเกษตรที่มีปริมาณออกสู่ตลาดมากจนเกินไป ไม้สามารถขาย สร้างรายได้ ทุกฤดูกาล นอกจากนี้จะมีการให้คำปรึกษาเพื่อการนำไม้ที่ปลูกนั้นไปใช้ในการทำคอกเลี้ยงสัตว์ที่ได้มาตรฐาน

3.8 ภาพถ่ายจากดาวเทียมและอากาศยานไร้นักบิน (UAV)


          มีความจำเป็นที่จะต้องบูรณาการข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมซึ่งประเทศไทยมีดาวเทียม THEOS ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรของไทย โคจรรอบโลกวันละ 4 รอบและสามารถถ่ายภาพซ้ำที่เดิมทุก ๆ 26 วัน จึงน่าจะนำข้อมูลเหล่านี้มาช่วยในการวางแผนและการบริหารจัดการ โดยอาจมีการประสานงานกับหน่วยงานหลัก เช่น GISTDA เพื่อจัดทำระบบการเข้าถึงข้อมูล หรือการส่งผ่านข้อมูลที่สะดวกและรวดเร็วในรูปของ GISTDA-Terminal เป็นต้น  อย่างไรก็แล้วแต่สำหรับพื้นที่ที่มีขนาดไม่มากนักอาจใช้เทคโนโลยีการสำรวจด้วยอากาศยานไร้นักบิน (UAV) ซึ่งจะทำให้มีข้อมูลที่ละเอียดมาใช้ในการวางแผนการจัดการพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.9 การประชาสัมพันธ์และการโฆษณาเพื่อสร้างความเข้าใจ

                จัดให้มีการประชาสัมพันธ์ การผลิตสื่อ รวมทั้งการทำความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยใช้ช่องทางต่าง ๆ  ทั้งนี้ต้องเป็นการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้านทั้งภาพทางบวก หรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชน รวมถึงมาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
 

นักวิจัยในโครงการ


ศ.ดร.ปฏิพัทธ์ ทวนทอง (หัวหน้าโครงการ)
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า
พระนครเหนือ
โทร. 083 – 985 7333 
Email: phtt@kmutnb.ac.th, thounthong951@gmail.com
ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โทร. 081-833 6162 
Email : ffornil@ku.ac.th 
สำนักงาน 02-561 4761
ดร.สุเทพ จันทร์เขียว
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
โทร. 089 – 117 0419   
Email : sutep28@yahoo.com                      
ผศ.ดร.ดวงกมล โพธิ์นาค
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า
พระนครเหนือ
โทร 086-352 8289
Email: Duangkamol.p@fte.kmutnb.ac.th
นายพงษ์ศิริ  มุ่งพร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า
พระนครเหนือ
โทร. 087-7565858
Email: pongsirim@kmutnb.ac.th
นายสุวัจน์  สิกบุตร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า
พระนครเหนือ
โทร. 087-554 0527
Email: suwat.s@tfii.kmutnb.ac.th
นางสาวเจนนี่ แซ่โลก
บริษัท ฟอร์เรส โซลูชั่น จำกัด 
โทร. 086-295 4923 
Email : jenny@thaiforestsolutions.com              สำนักงาน 02-561 4761
นายฐิติพงศ์  ธรรมวิสุทธิ์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า
พระนครเหนือ
โทร. 082-2452328
Email: leesonex@gmail.com

นักวิจัยท้องถิ่น อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด
162416.jpg
C360_2016-06-22-18-29-32-848.jpg
20170606_๑๗๐๖๐๖_0002.jpg
20170606_๑๗๐๖๐๖_0010.jpg
นายนฤพล วันทูล (เอส)
093-3808847
นางสาวพิศมัย  เพิ่มภูเขียว
095-7681085
นายสุกัน  นรดิษฐ์
088-5146095
นางจังกรณ์  เดชศักดิ์
092-7397127
tbsrisomdej@gmail.com
  treebank101@gmail.com
nutjanart90@gmail.com
 
20170606_๑๗๐๖๐๖_0014.jpg
20170606_๑๗๐๖๐๖_0012.jpg
20170606_๑๗๐๖๐๖_0015.jpg
20170606_๑๗๐๖๐๖_0003.jpg
นางสาวณัฐกานต์  สาไชยยันต์
088-5627061
นางรำไพ  โคตะนิต
084-3937691
นายสิทธิศักดิ์  สีนาวิสาร
092-8197595
นายสมชาย  อุทกโยธะ
064-8746554
       
เขียนโดย : ดร.สุเทพ จันทร์เขียว (ประธานเครือข่ายฯ )               sutep28@yahoo.com
 

  เครือข่ายการรับรองไม้เศรษฐกิจไทย(Thai - Forest Certification Network :T-CERN)
ชั้น 5 ตึกวนศาสตร์ 72 ปี คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เลขที่ 50 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ 02-561 4761#512 มือถือ : 089-117 0419     Email : tfccthai@gmail.com

Website : www.tfcc-thailand.org