“เทคโนชูบุ” ยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่น
เดินหน้าปลูกป่าไม้โตเร็วป้อนไฟฟ้าชีวมวล
Techno Chubu Company Limited (TCC) && Kasetsart University (KU)

เทคโนชูบุ (TCC) ตัดสินใจขั้นสุดท้าย... ลงทุนในพื้นที่ EEC สอบรับนโนบายรัฐ

           เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561 ที่ห้องประชุม FORTROP คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ บางเขน มีการลงนามในสัญญาจ้างศึกษาวิจัยไม้โตเร็วเพื่อพลังงานชีวมวล ระหว่าง Techno Chubu Company (TCC) กับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมุ่งเน้นไปที่อะเคเซียสายพันธุ์ลูกผสม (Hybrid) เพื่อเป็นวัตถุดิบด้านเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศญี่ปุ่นของ กลุ่มบริษัท TCC โดยมีเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยมีเป้าหมายการผลิตเป็นก้อนเชื้อเพลิงพลังงานดำ (Black Pellet) ซึ่งมีคุณสมบัติในการให้ค่าพลังงานสูง เทียบเท่าถ่านหินและไม่มีมลพิษ ไม่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายการผลิตประมาณ ปีละ 250,000 ตัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไม้สดเป็นวัตถุดิบเกือบ 1 ล้านตันต่อปี โดยมีความสนใจไม้ทุกชนิดของไทย ที่กฎหมายอนุญาตให้ปลูกและตัดได้แบบเสรี นอกจากนี้ก็ยังให้ความสนใจในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานีด้วยเช่นกัน ในขณะที่จังหวัดสงขลานั้น มีข้อจำกัดเรื่องท่าเรือซึ่งแม้จะเป็นของรัฐแต่ก็มีปัญหาด้านการ Load สินค้า และจากการศึกษาข้อมูลพบว่าในพื้นที่จังหวดสงขลานั้น มีการแข่งขันด้านไม้สูงมากทั้งอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ MDF รวมถึงพลังงานความร้อนและไฟฟ้า โดยคาดว่าในระยะเวลา 2 -5 ปีนี้ จังหวัดสงขลาอาจมีความต้องการไม้มากถึงวันละ 20,000 - 40,000 ตันเลยทีเดียว โดยมี องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) , การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กอ.รมน. , กลุ่มบริษัทสวนกิตติ และคณะผู้บริหาร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าร่วม ประมาณ 30 คน


          Techno Chubu (TCC) ถือเป็นกลุ่มที่ 2 จากประเทศญี่ปุ่นที่ได้ลงนามความร่วมมือกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการพัฒนาสวนป่าไม้โตเร็วเพื่อเป็นวัตถุดิบเชื้อเพลิงด้านพลังงานไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านี้ บริษัท JC Services จำกัดได้ลงนามความร่วมมือและร่วมลงทุนกับเอกชนไทย เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิต Wood Pellet ในพื้นที่ภาคใต้แล้วจำนวน 1 ล้านตัน/ปี หรือใช้ใม้สดไม่น้อยกว่า 2 ล้านตัน/ปี ซึ่งส่วนใหญ่ได้มุ่งเป้าไปที่ไม้ยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีแผนการตัดฟันประมาณ 500,000 ไร่ต่อปี สอดรับนโยบายการลดพื้นที่ปลูกยางพาราของรัฐบาลไทย แต่ไม้ยางพารานั้นคงมีข้อจำกัดในการปลูกซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 25 ปี จึงจะสามารถตัดได้ใหม่ ซึ่งจะทำให้วัตถุดิบมีระยะห่างจากโรงงานออกไปเรื่อย ๆ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต อย่างไรก็แล้วแต่ แนวคิดในการบริหารจัดการ โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้โตเร็วร่วมกับยางพาราปลูกใหม่ ซึ่งก็จะทำให้มีรายได้ ระหว่างรอการกรีดยางอายุ 1 – 7 ปี และเมื่อนำระบบรับรอง การจัดการอย่างยั่งยืนเข้ามาจับ แล้วก็จะทำให้ น้ำยางพาราได้รับการรับรองตามมาตรฐาน การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ด้วย
Mr. Fumio OTA(Director of Thermal Department) TCC กล่าวว่า ประเทศญี่ปุ่นมีความต้องการเชื้อเพลิงด้านพลังงาน จำนวนมาก โดยทาง TCC ได้ลงทุนทางโรงงานผลิต Wood Pellet แล้วในประเทศเวียดนาม และ อินโดนีเซีย โดยประเทศไทยก็เป็นเป้าหมายของกลุ่มด้วย ส่วนสาเหตุที่ได้เลือกผลิต Black Pellet นั้น เนื่องจากจะสะดวกในด้านการขนส่ง สามารถเก็บวัตถุดิบไว้ได้นาน ข้ามปีโดยไม่เสียหาย อีกทั้งประเทศญี่ปุ่น ได้มีการคำนวนการซื้อขาย เป็นค่าพลังงาน ดังนั้น ปริมาณการผลิต การขนส่งของ Wood Pellet จะให้มูลค่าพลังงานสูงกว่าธรรมดา 2 - 3 เท่าเลยทีเดียว

          ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวว่า ศักยภาพการบริหารจัดการวัตถุดิบ (Feed Stock Management) เป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยคาดการณ์ว่าประมาณ 5 ปีข้างหน้านี้จะเกิดการแข่งขันรวมถึงการแก่งแย่งวัตถุดิบไม้สำหรับกิจกรรมเช่น เฟอร์นิเจอร์ เยื่อและกระดาษ ไม้ประกอบ รวมถึงเพื่อพลังงานโดยเฉพาะพลังงานความร้อนและไฟฟ้าทั้งในและประเทศ อีกทั้งสวนยางพาราก็จะมีพื้นที่ลดลงอันเนื่องมาจากนโยบายลดพื้นที่ปลูก รวมถึงความต้องการใช้ไม้ยางพาราที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การส่งเสริมให้มีการปลูกไม้โตเร็ว ทั้งในระบบของการปลูกร่วมกับยางพาราหรือปาล์มน้ำมัน และการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรไม่เหมาะสม พื้นที่เกษตรที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มาปลูกไม้โตเร็วเพื่อลดความเสี่ยงจากราคาพืชผลทางการเกษตรและสภาพดินฟ้า อากาศได้เป็นอย่างดี โดยทาง TCC ได้สนับสนุนงบประมาณ เพื่อการวิจัย " Clonal Test of Acacia hybrid " เพื่อให้มีการคัดเลือกสายพันธุ์ ที่ดีที่สุดด้วย

          ข้อแตกต่าง คือ TCC มีเป้าหมายในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมีการดำเนินการส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจโตเร็ว แบบยั่งยืนตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดวงรอบการตัดฟันไม้ป้อนโรงงานที่สมดุลและต่อเนื่องตลอดอายุสัญญา 20 ปี ซึ่งไม้โตเร็วที่ทาง TCC สนใจได้แก่ ไม้ยูคาลิปตัสและไม้กระถินอะเคเซียลูกผสม นอกจากนี้ TCC มีเป้าหมายในการผลิตเป็น Black Pellet ซึ่งถือว่ามีคุณภาพสูง ทั้งในด้านการให้ค่าพลังงานและศักยภาพในการขนส่งที่สามารถขนส่งได้ไกลขึ้น


           ในวันเดียวกันนั้น Techno Chubu Company Limited (TCC) ยังได้ลงนามกับเครือข่ายการรับรองไม้เศรษฐกิจไทย (T-CERN) โดย บริษัท ฟอร์เรส โซลูชั่น จำกัด ในการจัดทำระบบการรับรองป่าไม้อย่างยั่งยืนตามแนวทางมาตรฐานสากลในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย เป้าหมายพื้นที่ 50,000 ไร่ ทั้งพื้นที่สวนยางพารา สวนป่ายูคาลิปตัส และสวนป่าไม้อะเคเซีย (ลูกผสม) ดร.สุเทพ จันทร์เขียว ประธานเครือข่าย T-CERN กล่าวว่า กลไกการรับรองตามมาตรฐานสากล ซึ่งประเทศไทยกำลังดำเนินการใกล้จะแล้วเสร็จ ทั้งสองเป็นกลไกภาคสมัครใจ ที่เป็นอิสระ ที่เรียกว่า Third Party โดยมี 3 องค์กรอิสระซึ่งกันละกันมีหน้าที่ในการควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งหน่วยงานภาครัฐมีหน้าที่เพียงแค่อำนวยความสะดวก หรือ การสนับสนุน ส่งเสริมเพียงเท่านั้น มันเป็นกลไกที่นานาชาติให้การยอมรับมากที่สุด ซึ่งประเทศไทยมีพื้นที่มากกว่า 3 แสนไร่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานนี้แล้ว ซึ่งในจำนวนนี้มีพื้นที่สวนยางพาราที่ได้รับการรับรองแล้วประมาณ1.4 แสนไร่
            ดร.สุเทพ กล่าวว่า โครงการจัดทำระบบการรับรองนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ปี โดยโครงการนี้ถือเป็นโครงการแรก ๆ ที่จะให้การรับรองน้ำยางพาราด้วย นอกเหนือจากการรับรองไม้ยาง และจะมีการรับรองไม้เศรษฐกิจโตเร็ว เช่น สวนป่ายูคาลิปตัส กระถินอะเคเซีย ระบบการรับรองตามมาตรฐานสากลนี้ เป็นเครื่องมือการันตี ความถูกต้องตามกฎหมาย การเคารพสิทธิของชุมชน การให้ความสำคัญของแรงงาน รวมถึงการมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วย ทั้งนี้ผู้ดำเนินโครงการจะประสานผ่านกลไก ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การยางแห่งประเทศไทยสาขาในพื้นที่ รวมถึงเสนอแนวทางในการร่วมมือกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรต่อไป

เทคโนชูบุ (TCC) ตัดสินใจขั้นสุดท้าย... ลงทุนในพื้นที่ EEC สอบรับนโนบายรัฐ

โครงการพัฒนาวัตถุดิบไม้โตเร็วอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นเชื้อเพลิง
สำหรับโรงไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่น