โครงการ
ส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้โตเร็ว 5 ชนิด เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงพลังงาน
โดย บริษัท สยามฟอเรสแมเนจเม้นท์ จำกัด

ความเป็นมาของโครงการ

       บริษัท สยามฟอเรสแมเนจเม้นท์ จำกัด ได้ไปลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศญี่ปุ่น และมีความต้องการนำไม้ที่ได้จากการปลูกมาทำเป็น Wood Pellet เพื่อส่งเข้าไปใช้ในโรงไฟฟ้าในปริมาณมาก หรือประมาณ 26 ล้านตันต่อปี ในขณะที่ประเทศไทยปัจจุบันมีการปลูกไม้ เพื่อใช้ในเชิงอุตสาหกรรม ประมาณ 7 ล้านตัน ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ (ไม่นับรวมไม้ยางพารา) นอกจากบริษัทฯ จะได้จัดหา Wood Pellet จากต่างประเทศ ทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย แคนาดา หรือในแถบอเมริกาใต้ แล้วนั้น ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการที่จะส่งเสริม หรือสนับสนุนให้เกษตรกรไทย ปลูกไม้โตเร็ว ป้อนให้กับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงดังกล่าว อันจะเป็นการสร้างรายได้ ที่มั่นคง เป็นฐานของความยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่ดินที่ไม่เหมาะสมกับการเกษตร ประเทศได้พื้นที่สีเขียว แต่กระนั้น ประเทศญี่ปุ่นกำหนดให้ Wood Pellet ที่จะส่งเข้าไปใช้ในประเทศ นั้นจะต้องเป็นไม้ ที่ได้รับการรับรอง การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ตามมาตรฐาน FSC เท่านั้น นี่จึงเป็นโจทย์ที่น่าสนใจ เนื่องจากมาตรฐาน FSC หรือชื่อเต็มคือ Forest Stewardship Council เป็นมาตรฐานในระดับนานาชาติ ที่มีความเข้มงวด และให้ความสำคัญต่อ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และสิ่งนี้ก็เป็นเครื่องยืนยัน ถึงความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ของเกษตรกรในวิชาชีพป่าไม้ ที่ทำเศรษฐกิจไม้โตเร็ว หรือการได้เข้าร่วมในโครงการ

ไม้โตเร็ว 5 ชนิดมีอะไรบ้าง

      เนื่องจากปัจจุบัน กฏหมายป่าไม้ที่ใช้บังคับอยู่ เป็นอุปสรรค อย่างมากต่อ การส่งเสริม สนับสนุนให้ปลูกไม้ เพื่อเศรษฐกิจโดยภาคเอกชน คือการปลูกไม้ และตัดไม้นั้นไปใช้ประโยชน์ ทำเป็นสินค้าได้ แต่กฏหมายป่าไม้ มุ่งเน้นให้มีป่า หรือต้นไม้เพื่อการอนุรักษ์ เพียงอย่างเดียว จึงเป็นสาเหตุใหญ่ทำให้ประชาชน ผู้ยากไร้ เกษตรกรผู้ยากจน เลือกที่จะไม่ปลูกต้นไม้ และเลือกที่จะปลูกพืชเกษตร รอบเก็บเกี่ยวสั้น ๆ แทน แม้ว่าพื้นที่นั้นจะมีความลาดชันสูง เสียงแต่การเกิดการชะล้าง พังทลายของดินสูงก็ตาม

       ฝ่ายวิชาการป่าไม้ จึงแนะนำให้ปลูกไม้โตเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้ต่างถิ่น ไม่มีในป่าธรรมชาติของประเทศไทย มาปลูกในที่ดินที่ถูกต้องตามกฏหมาย และใช้ระบบการจัดการที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่มีการยอมรับกันทั่วโลก เข้ามาใช้ในการจัดการและรับรอง จึงมีความยุ่งยากน้อยกว่า การปลูกไม้มีค่าของประเทศไทย เพราะไม้เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นไม้ปลูกทั้งสิ้น ไม้ที่แนะนำ ประกอบด้วย
  (1) กระถินเทพณรงค์ (Acacia sp.) ลูกผสม (Acacia mangium+A.auriculiformis) หรือ กระถินเทพา
(2) กระถินยักษ์ (Leucaena leucocephala)
(3) สนประดิพัทธ์ (Casuarina junhuniana)
(4) ยูคาลิปตัสทุกชนิด (Eucalyptus spp.)
(5) เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi)

                ซึ่งแต่ละชนิดจะให้ผลผลิตที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ลักษณะดิน ปริมาณน้ำฝน ระยะห่างที่ปลูก เช่น กระถินยักษ์นั้น เหมาะสำหรับดินค่อนข้างดี ปริมาณน้ำฝนมาก แต่ต้องไม่ท่วมขัง ในขณะที่ยูคาลิปตัส จะเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ปริมาณน้ำฝนน้อย แต่ต้องระวังเรื่องไฟไหม้ เป็นพิเศษ

            ทีมงานที่ปรึกษาของโครงการนี้ ซึ่งเคยวิจัยในพื้นที่ สปก. ทั่วประเทศ พบว่ามีพื้นที่กว่า 4 ล้านไร่ที่ไม่เหมาะสำหรับทำการเกษตร แต่สามารถที่จะนำมาพัฒนาเป็นไม้เศรษฐกิจ ประเภทไม้โตเร็วเพื่อเป็นเชื้อเพลิงพลังงานได้ แม้จะได้ผลผลิตที่ไม่มากเท่าพื้นที่ดินอุดมสมบูรณ์ดี แต่ก็ให้ผลผลิตดีกว่าพืชเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง หลายเท่าตัว ลดความเสี่ยง และทำให้ดินค่อย ๆ ดีขึ้นในอนาคต

มารู้จักมาตรฐาน FSC พอผิวเผิน
      มาตรฐาน FSC หรือ Forest Stewardship Council นั้น เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ให้การรับรองด้านป่าไม้ว่าเป็นไม้ที่มีการจัดการอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ระบบการรับรองนั้นกระทำโดยองค์กรที่สาม หรือ Third Party ซึ่งได้รับการรับรองว่ามีศักยภาพให้สามารถตรวจได้มาทำการตรวจ ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยมีหลักการจำนวน 10 ประเด็นใหญ่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ความถูกต้องตามกฏหมาย เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

      ผู้ได้รับการรับรองจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเข้มงวด ตลอดอายุของการรับรอง 5 ปี โดยจะมีการสุ่มตรวจว่าเป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่ ทุก ๆ ปี แต่อย่างไรก็ตาม ระบบการตรวจรับรองนี้มีค่าใช้จ่ายค่อยข้างสูง เกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงได้ บริษัทฯ ผู้ที่มีความต้องการไม้จะต้องรับผิดชอบและดำเนินการจัดทำระบบดังกล่าว ตามข้อกำหนดของผู้ซื้อ คือ ประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม เกษตรกรก็ต้องให้ความร่วมมือ ในการปฏิบัติตามข้อกำหนด โดยข้อกำหนดนั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ ต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ในกิจกรรมสวนป่า จะต้องมีอุปกรณ์ป้องกัน เช่น เกษตรกรไปตัดหญ้าโดยใช้เครื่องตัดหญ้า จะต้องมีหมวก รองเท่าบูท รวมถึงแว่นป้องกัน สิ่งของเข้าตา เป็นต้น ทั้งนี้ T-CERN จะมีการจัดหลักสูตรฝึกอบรม เพื่อทำความเข้าใจต่อ FSC เป็นระยะ ๆ

ถ้าจะเข้าร่วมโครงการจะต้องเริ่มต้นอย่างไร

       
1) เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ต้องแน่ใจว่ามีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอาชีพ โดยเฉพาะเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชเกษตรรอบเก็บเกี่ยวสั้น ๆ เช่น นาข้าว ข้าวโพด อ้อย หรือ มันสำปะหลัง แต่เกษตรกรที่คลุกคลีอยู่ในวงการป่าไม้นั้น คงตัดสินใจได้ตั้งแต่วันแรก ที่ได้รับข่าวสาร เนื่องจากการปลูกไม้ จะได้ผลผลิต เมื่อครบอายุตัดฟัน ประมาณ 3 ปีเป็นอย่างต่ำ สำหรับไม้โตเร็ว และมีการตัดหน่อขาย ได้อีกประมาณ 2 ปีครั้ง ประมาณ 2 รอบก็ควรที่จะรื้อตอไม้ เพื่อปลูกใหม่ (ตอไม้นี้ก็รับซื้อเพื่อมาทำเป็น Wood Pellet ด้วย) คำถามว่ามากกว่า 3 ปีได้ไหม 4 ปี หรือ 5 ปี เพราะไม้กำลังสวยพอดี คำตอบคือได้ ยิ่งนานยิ่งดี จะได้มูลค่าเนื้อไม้ที่สูงขึ้น (แต่ไม่ควรเกิน 5 ปี เนื่องจากใบรับรอง FSC มีอายุรอบละ 5 ปี )
         2) ที่ดินที่จะทำการปลูกไม้โตเร็วตามมาตรฐาน FSC นั้นจะต้องถูกต้องตามกฏหมาย หากเป็นที่เช่า หรือได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินของรัฐ นั้น สัญญาเช่าจะต้องมีอายุจนครบรอบของการรับรอง FSC ประมาณ 1.5 รอบ สัญญาเช่าปีต่อปีนั้นจะไม่สามารถนำเข้ามาร่วมโครงการได้ เอกสารแสดงสิทธิทางที่ดินที่ต่ำที่สุด คือ สปก.
        3) หากตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ และเอกสารทางที่ดินครบถ้วน จะต้องทำสัญญาซื้อ - ขายไม้ล่วงหน้า และสัญญารับประกันราคารับซื้อไม้ กับทางบริษัท
        4) บริษัทจะทำการนำดินไปตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อหาปริมาณธาตุอาหาร ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความเป็นกรดด่าง พร้อมแนะนำชนิดไม้โตเร็ว และระยะปลูกที่เหมาะสม รวมถึงคำแนะนำในการบำรุงดูแล รักษา
        5) เกษตรกร ต้องเข้ารับการฝึกอบรม และทำความเข้าใจในการปฏิบัติตามข้อกำหนดในมาตรฐาน FSC เช่น การห้ามใช้สารเคมี ห้ามเผา และวิธีการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้นไม้เดิมที่เป็นแม่ไม้ หรือเป็นพืชอาหารของนก ต้องเก็บรักษาไว้ เป็นต้น
        6) รับกล้าไม้ที่ส่งเสริมจาก บริษัทฯ ทั้งนี้บริษัทจะหักคืนค่ากล้าไม้ เมื่อขายไม้ โดยราคากล้าไม้ จะระบุไว้ในสัญญา ราคาประมาณ 1 - 2.5 บาท แล้วแต่ชนิด
        7) เกษตรกร ปลูกต้นไม้ ควรปลูกช่วงต้นฤดูฝน ช่วงหน้าแล้งต้องเฝ้าระวังไฟไหม้ ในระยะปีที่ 1 - 2 สามารถปลูกพืชเกษตรอื่น ๆ ในระหว่างแถวได้ ส่วนปีที่ 3 เป้นต้นไป หากต้องการปลูกพืชชนิดอื่น ต้องเป็นไม้ทนร่ม เนื่องจากเรือนยอดต้นไม้เริ่มประสานถึงกัน
       8) เกษตรกร จะได้รับการส่งเสริมให้ปลูกไม้ป่าซึ่งเป็นไม้รอบตัดฟันปานกลาง หรือ รอบตัดฟันยาวด้วย ซึ่งไม้นี้จะไม่ถูกตัดเมื่อครบรอบตัดฟันไม้โตเร็ว ในรอบ 3 ปี แต่ไม้ดังกล่าว บริษัทฯ จะแนะนำให้ไปฝากไว้กับโครงการธนาคารต้นไม้ (Tree Bank) ของ ธกส.
       9) เมื่อครบตัดฟัน บริษัทฯ จะดำเนินการตัดไม้ออก ตามวิธีการในข้อกำหนดของ FSC และเกษตรกรจะได้รับคำแนะนำให้มีการเลี้ยงหน่อ เพื่อตัดในรอบต่อไป ทุก ๆ 2 ปี
       10) สำหรับสวนยางพาราที่จะครบอายุตัดฟัน (25 ปี) นั้น สามารถนำมาเข้าร่วมโครงการได้ แต่ต้องเป็นสวนยางที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)

         การปลูกไม้ มีข้อดี คือไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม้ต้องรดน้ำ เพียงแต่ต้องตัดหญ้าในแปลงช่วง 1 - 2 ปี และการป้องกันไฟไหม้ ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ไม่มีผลกระทบต่อไม้โตเร็วเหล่านี้
 
ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (การเงิน)

        ผลตอบแทนทางด้านเนื้อไม้ เฉลี่ยประมาณ 5-10 ตัน/ไร่/ปี หรือประมาณ 15-30 ตัน (ขึ้นกับชนิด ระยะปลูก ดินและสภาพอากาศ) เมื่ออายุประมาณ 3 -4 ปี แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจสภาพแวดล้อม เช่น ระยะที่ปลูก ปริมาณน้ำฝน รวมถึงความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วย ในภาคอีสาน อาจได้ปริมาณน้อยกว่าค่าเฉลี่ย (ประมาณ 3 - 5 ตัน/ไร่/ปี) ทั้งนี้อาจจะต้องเลือกชนิดพันธุ์ หรืออาจจะต้องยกร่อง ปลูกสำหรับในบางพื้นที่ เป็นต้น

        บริษัทฯ รับประกันราคารับซื้อคืนอยู่ที่ 600 บาท/ตัน ฉะนั้นเมื่อถึงรอบตัดฟัน อายุ 3 ปี จะได้ไม้เฉลี่ยประมาณ 15-30 ตันหรือคิดเป็นเงิน 9,000 - 18,000 บาท โดยบริษัทจะหักค่ากล้าไม้ ฯ หากรับกล้าไม้จากบริษัทฯ ราคาประมาณต้นละ 1- 2.5 บาท โดยปกติจะปลูกประมาณ 210 ต้นต่อไร่ หรือปริมาณ 400 บาทต่อไร่ หลักจากนั้นเกษตรกร ก็ทำการเลี้ยงหน่อ (ควรดูแลไม่ให้มีหน่อมากเกินไป ไม่ควรเกิน 3 หน่อต่อต้น) และสามารถกลับมาตัดฟันใหม่ ทุก ๆ 2 ปี เมื่อครบอายุ 7 ปี ก็จะได้รับคำแนะนำให้รื้อตอ เพื่อปลูกใหม่ (ตอไม้ก็สามารถขายได้ )

       ค่าใช้จ่าย อันถือเป็นค่าใช้จ่ายของเกษตรกร จะมีค่ากล้าไม้ ซึ่งจะหักคืนเมื่อขายไม้ได้รับเงิน ค่าใช้จ่ายในการปลูกได้แก่ ค่าเตรียมพื้นที่ ค่าจ้างคนงานปลูก ค่ากำจัดวัชพืช ค่าจัดทำแนวกันไฟ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ เช่น กระถินยักษ์ อาจมีเพลี้ยไก่แจ้ระบาดในบางปี ทำให้ใบหยิก ต้นไม้ชะงักการเติบโต

       รายได้เสริมอื่น ๆ ในขณะที่เกษตรกรปลูกไม้ เกษตรกรสามารถเลือกพืชเกษตรอื่น ๆ มาทำการปลูกในระหว่างที่ไม้กำลังโต และมีเรือนยอด ยังไม่ถึงกัน แต่ต้องห้ามใช้สารเคมี ต้องห้ามนะครับ

       รายได้เสริมอีกทงหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อกำหนดของความยั่งยืน เกษตรกรจะได้รับการส่งเสริมให้ปลูกไม้ป่า ประมาณไร่ละ 10 - 20 ต้น แล้วนำไปฝากไว้กับโครงการธนาคารต้นไม้ ของ ธกส. จะได้รับดอกเบี้ย ประมาณต้นละ 3 บาทต่อปี (รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถาม โครงการธนาคารต้นไม้ ของ ธกส. )
บริษัท สยามฟอเรสแมเนจเม้นท์ จำกัด (สำนักงานจังหวัดอุทัยธานี)
286/16-17 หมู่ที่ 1 ถนนทางหลวงหมายเลข 333 ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี 61000 โทรศัพท์ 056 - 510610